มนุษย์เป็นสัตว์สังคม ไม่สามารถที่จะอยู่คนเดียวเพียงลำพังได้ ต้องพึ่งพาอาศัยกันทั้งโดยตรงและโดยอ้อม เริ่มตั้งแต่ 2 คน เป็นอย่างน้อย ค่อยทยอยหลายคนขึ้นไป เป็นกลุ่ม เป็นชุมชน เป็นตำบล ฯลฯ ตามลำดับ
        โรงเรียนบ้านนาหนองทุ่ม ถือว่าเป็นสังคมหนึ่ง ที่ตั้งอยู่ท่ามกลางสังคมที่มีขนาดใหญ่กว่าสังคมหนึ่ง นั่นคือสังคมนาหนองทุ่ม ประกอบด้วยชุมชน   5 ชุมชนด้วยกัน ได้แก่ หมู่ 3 , 9 , 11 , 12 และ หมู่ 14 (เขตบริการของโรงเรียน)
        การช่วยเหลือแบ่งปันกันระหว่างหน่วยงานต่าง ๆ ในชุมชน เช่น บ้าน วัด โรงเรียน สถานีอนามัย เทศบาลตำบล องค์การบริหารส่วนตำบล เป็นต้น ต่างมีความสัมพันธ์ สมัครสมานสามัคคีกันดีเยี่ยม และการช่วยเหลือ การให้ความร่วมมือมีมากมายหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นกำลังทรัพย์ กำลังกาย และกำลังใจ ไหว้วานกันได้ทุกเมื่อ ดังตัวอย่างบางส่วนที่ชุมชนให้ความช่วยเหลือโรงเรียน เมื่อปี 2545 - 2547 ต่อไปนี้
         

          1. ผ้าป่าศิษย์เก่า/ผู้ปกครอง/พ่อค้า/ประชาชน นาหนองทุ่ม บริจาคคอมพิวเตอร์ จำนวน 10 เครื่อง ราคา 150,000 บาท
            2.  คุณพรมมา คุณบัวลอง บริจาคคอมพิวเตอร์ จำนวน 1 เครื่อง ราคา 13,000 บาท
            3.  คุณฐิติกา มิสเตอร์โอเกะ ซินเบอร์(ลูกสาวและลูกเขยคุณพรมมา และคุณบัวลอง)บริจาคคอมพิวเตอร์ จำนวน 1 เครื่อง
                   ราคา 13,000 บาท
            4. คุณสุพจน์ คุณเรณู ศรีปากนา และคณะผ้าป่าจากสิงคโปร์ บริจาคคอมพิวเตอร์ จำนวน 1 เครื่อง ราคา 14,000 บาท
            5. คุณสว่าง น้อยเพิ่ม คุณคำปุ่น พิมพ์ทอง บริจาคคอมพิวเตอร์ จำนวน 1 เครื่อง ราคา 14,000 บาท
            6. ศิษย์เก่า/ผู้ปกครอง/พ่อค้าประชาชน นาหนองทุ่ม บริจาคเงินซื้อเครื่องอัดสำเนาดิจิตอล ราคา 108,000 บาท
            7. ศิษย์เก่า/ผู้ปกครอง/พ่อค้าประชาชน นาหนองทุ่ม บริจาคเงินสร้างถนนคอนกรีดใน ร.ร. ราคา 45,000 บาท
            8. ศิษย์เก่า/ผู้ปกครอง/พ่อค้าประชาชน นาหนองทุ่ม บริจาคเงินซื้อวงแหวนรอบสนามกีฬา ราคา 8,000 บาท
            9. ศิษย์เก่า/ผู้ปกครอง/พ่อค้าประชาชน /คณะครู/ภารโรง นาหนองทุ่ม บริจาคเงิน ซื้อเครื่องถ่ายเอกสาร ราคา 43,000 บาท

มีอีก>>


         ในส่วนของโรงเรียน ก็ได้ช่วยเหลือแบ่งปันทั้งกำลังทรัพย์ กำลังกาย กำลังใจ และพลังความคิด หลายๆ อย่างด้วยดีและด้วยความเต็มใจเสมอมา เช่น การเข้าร่วมประเพณีในท้องถิ่น การเข้าไปมีส่วนร่วมในกิจกรรมของชุมชนโดยร่วมเป็นคณะกรรมการต่างๆ เป็นพิธีกร เป็นที่ปรึกษา ฯลฯ การช่วยเหลือที่เด่น ๆ เป็นที่อบอุ่น เป็นที่ปลาบปลื้ม ของผู้ได้รับบริการคือ การเป็นพิธีกร ถ้าเป็นการทำบุญอุทิศถึงผู้ตาย สู่ขวัญทุกประเภท เป็นผู้นำขึ้นบ้านใหม่(พราหมณ์) ผู้ที่รับหน้าที่นี้คือ นายหนูพันธ์ จันทะปะทัด (ปัจจุบันถือว่าเป็นภูมิปัญญาท้องถิ่น เป็นปราชญ์ชาวบ้าน) แต่ถ้าเป็นงานที่มีเวที มีมหรสพ เช่นงานลอยกระทง งานฉลองงานมงคลสมรส งานเกษียรอายุราชการ ฯลฯ ผู้ที่มักจะได้รับเชิญไปเป็นพิธีกรให้ก็คือผู้เขียน (บุญร่วม ผาจ้ำ) และนางสุภาพร คุณอนันต์(ถ้าเป็นคู่)
         อีกกิจกรรมหนึ่งที่ถือว่าสำคัญอย่างยิ่งที่โรงเรียนให้ความช่วยเหลือชุมชน คือการช่วยงานศพ วิธีเข้าไปช่วยเหลือในงานนี้คือ โรงเรียนจะส่งวงดุริยางค์ของนักเรียน โดยการควบคุมของ นายบุญมี ศรีธร ผู้ฝึกสอน ไปช่วยงาน เมื่อเสร็จงานแล้ว เจ้าภาพมักจะมอบเงินให้นักเรียนเพื่อเป็นสินน้ำใจ หรือบางเจ้าภาพก็จะบริจาคเงินบำรุงวงดุริยางค์ด้วย ในขณะที่วงดุริยางค์ต่างทำหน้าที่ของตัวเองอยู่นั้น ในด้านของพิธีกร ก็จะเป็นหน้าที่ของ นายหนูพันธ์ จันทะปะทัด, นายบุญร่วม ผาจ้ำ, นายทวีศักดิ์ เดือนกอง, นางราตรี สบายจิตร, นางสุภาพร คุณอนันต์ นางจุรีภรณ์ สร้างนา(ท่านที่มีชื่อนี้จะเป็นตัวหลักในงาน) การทำหน้าที่พิธีกรนี้ ถ้าเป็นวันราชการส่วนมากจะไปช่วยเป็นคู่คือ พิธีกรชาย และพิธีกรหญิง สับเปลี่ยน หมุนเวียนกันไป แต่ถ้าเป็นวันหยุดราชการ แล้วแต่ว่าเจ้าภาพจะเชิญท่านใด (ทั้งหมดที่เอ่ยนาม จะมีภูมิลำเนาอยู่นาหนองทุ่ม) เดี่ยวบ้าง คู่บ้าง เพราะบางครั้งพิธีกรอาจจะไปธุระที่อื่น เมื่อเสร็จงาน เจ้าภาพส่วนมากมักจะบริจาคเงินเพื่อบำรุงการศึกษาเกือบทุกงาน ดูๆ ไป เหมือนกับรับจ้างทำ แต่ไม่ใช่ เราพยายามแจ้งให้ทราบเสมอว่าเราช่วยด้วยความเต็มใจ เราอยากจะแบ่งเบาความโศกเศร้าจากท่านบ้าง เพราะการสูญเสียครั้งนี้ ไม่มีครั้งไหนที่ใหญ่กว่าตายจากกันอีกแล้ว แต่การบริจาคเงินหน้าศพนี้ดูเหมือนจะกลายเป็นประเพณนิยมไปแล้ว คนนาหนองทุ่มมีจิตใจงาม เป็นบุญเป็นกุศล มีความสำนึกในบุญคุณ มีความกตัญญู กตเวที ทุกครั้งเจ้าภาพจะบริจาคให้วัด 2 วัด โรงเรียน 2 โรง และสถานีอนามัย 1 แห่ง ....ตามที่ผู้เขียนสังเกต ชาวบ้านคงคิดว่า หน่วยงานดังกล่าวมีบุญคุณกับพวกเขา วัดเป็นสถานที่รวมจิตใจ พระสอนให้เขาเป็นคนดี เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ ตายก็มาเผาที่นี่ โรงเรียนสอนให้เขาและลูกหลานมีความรู้ และเป็นคนดี ส่วนสถานีอนามัย เป็นสถานที่ปฐมพยาบาล เมื่อเขา,ลูกหลานเขา,หรือผู้คนทั่วไป ไม่สบาย ทำให้หายจากการเจ็บป่วยต่างๆ ....พวกเราชาวโรงเรียนบ้านนาหนองทุ่มยึดมั่นในการบริการชุมชน โดยทุกศพ ไม่ว่ายาก ดี มี จน เราจัดให้สมเกียรติเท่าเทียมกัน ดังนั้นจึงเป็นที่อบอุ่นใจ เป็นที่ปลื้มปีติของเจ้าภาพที่ได้รับบริการจากเรา (หลายครั้งคณะพิธีกรยังได้รับเชิญไปช่วยในต่างถิ่นนอกเขตบริการ ด้วย)

             ขั้นตอนการฌาปนกิจศพ(ที่เราจัด) เมื่อเคลื่อนศพถึงวัดแล้ว ญาติจะนำศพขึ้นสู่เมรุ(ฌาปนสถาน) พิธีการจะเริ่มดังนี้
1. ไหว้พระรับศีล
2. พระคุณท่าน(บางแห่ง "พระคุณเจ้า") แสดงพระธรรมเทศนา
3. พระสงฆ์สวดมาติกาบังสุกุล
4. เจ้าภาพถวายปัจจัยไทยธรรม และบังสุกุล
5. พระสงฆ์อนุโมทนา
6. เจ้าภาพบริจาคเงินเพื่อสาธารณกุศล
7. พิธีทอดผ้าบังสุกุล(ที่นาหนองทุ่มจะมีผู้ทอดผ้าบังสุกุลมากมาย บางศพเป็นร้อยคน จึงให้ทอดที่หน้าอาสน์สงฆ์ส่วนหนึ่ง อีกส่วนหนึ่งจะทอดบนเมรุ)
8. พิธีกรนำเรียนประวัติผู้ตาย ต่อด้วยบทกลอนไว้อาลัย
9. ผู้มาร่วมงานยืนไว้อาลัย
10. กราบเรียนเชิญประธานในพิธีทอดผ้ามหาบังสุกุล
11.นิมนต์พระภิกษุ และสามเณรทุกรูปวางดอกไม้จันทน์ แล้วตามด้วยผู้มาร่วมงาน เป็นเสร็จพิธี
 



             

 ตัวอย่างบางตอน ของกลอนไว้อาลัย(ผู้เขียนได้แต่งตามสภาพจริงของผู้ตาย เช่น เด็ก คนชรา ประสบอุบัติเหตุ ฯลฯ แต่งก่อนที่ถึงพิธีเผา ผู้อ่านจะเป็นพิธีกรหญิง ในบทกลอนจะพรรณนา ถึงหลายๆ อย่าง มักจะขึ้นต้น และลงท้ายคล้ายกัน พยามยามให้ผู้ฟังมองเห็นภาพให้มากที่สุด ไม่มีเจตนาใดๆ แอบแผง นอกจากการอาลัยผู้ตาย และให้เกียรติเจ้าภาพและผู้มาร่วมงาน ส่วนการเขียนประวัติผู้ตาย จะเขียนแบบเรียงความ โดยไม่แยก ประวัตครอบครัว ประวัติการศึกษา หรือประวัติการเจ็บป่วย ออกจากกัน แต่จะแบ่งเป็นช่วงๆ ไป)



    อาลัย..นายวิรัตน์ มาลา(ป่วย)
                    อายุ 45 ปี
              22 กันยายน 2545

สุริยันต์ จันทรา เมื่อลาลับ        ยังหวนกลับ คืนหัน เมื่อวันใหม่
พ่อจากลูก จากแม่ จะแลใคร     พ่อจากไป ไม่คืนหัน ดังจันทรา
ดังแสงเทียน ส่องทาง หักกลางดับ     เคยวาววับ ส่องสว่าง กลางเคหา
ดับมืดลง คงมืดมิด เหมือนปิดตา       อนิจจา พ่อจากไป ใจอาวรณ์
แม่เจ็บไข้ ได้พ่อดู อยู่เคียงข้าง         ไม่เหินห่าง พ่อเอาใจ พิษไข้ถอน
มาบัดนี้ ไม่มี พ่อเคียงนอน             พ่อจากจร แม่ไป ไม่กลับมา
ต่อนี้ไป ไม่มี พ่ออีกแล้ว ไร้วี่แวว       ได้แต่คอย ละห้อยหา
คงเหลือเพียง ภาพถ่าย ไร้วิญญา      ดูต่างหน้า คอยเป็นเพื่อน เตือนดวงใจ
แสงเทียนดับ ลับลา แล้วครานี้         ชาติหน้ามี เกิดใหม่ ดังใจหมาย
ได้ครองคู่ ครองสุข ทุกชาติไป        ขอกุศล ดลให้ ไปดีเทอญ

บุญร่วม ผาจ้ำ แต่ง



อาลัย พี่กอง ศรีสุภาพ(ภารโรง)อุบัติเหตุ
                 9 สิงหาคม 2545

เหมือนฟ้าฟาด ลงกลางใจ ให้เจ็บปวด    สุดร้าวรวด เจ็บแทบดิ้น คราสิ้นสูญ
พ่อจากลูก จากแม่ไป ให้อาดูร             สุดว้าวุ่น ชอกช้ำ ระกำใจ
พ่อเจ็บไข้ ได้รักษา หยูกยาบ้าง            ยังมีทาง กลับตื่น ฟื้นคืนได้
แต่นี่ช่าง รันทด สลดใจ                   พ่อจากไป เพียงสักคำ ไม่อำลา
จากวันนี้ ต่อไป ไม่เห็นแล้ว                ไร้วี่แวว คงชะแง้ แลคอยหา
เช้าเคยไป ทำงานเห็น เย็นกลับมา         โอ้พ่อจ๋า ลูกเมียรัก จักคอยใคร
แสงเทียนดับ ลับลาแล้ว ครานี้             ชาติหน้ามี ขอเป็นเช่น ใจหมาย
เกิดเป็นคู่ ครองสุข ทุกชาติไป             ขอกุศล ดลให้ พ่อไปดี

บุญร่วม ผาจ้ำ แต่ง




อาลัย จ.ส.ต.อุทัย ฉลองแดน
ถึงแก่กรรมด้วยโรคไลตาย อายุ ๓๙ ปี
     เมื่อวันที่ ๑๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๒
…………………………………………………………………………………………
เหมือนฟ้าฟาด ลงกลางใจ ให้เจ็บปวด
สุดร้าวรวด เจ็บแทบดิ้น คราสิ้นสูญ
พ่อจากลูก จากแม่ไป ให้อาดูร
โอ้พ่อคุณ เมียรัก สุดหักใจ
แม่ตะโกน ปลุกพ่อ คลอสะอื้น
ให้พ่อฟื้น คืนกลับ อย่าหลับไหล
กลับมาหา ลูกเมีย อย่าด่วนไกล
โอ้ดวงใจ พ่อไม่กลับ ดับชีพวาย
นามพ่อเป็น ผู้พิทักษ์ สันติราษฎร์
พ่อองอาจ อบอุ่นจิต มิตรสหาย
คอยคุ้มครอง ป้องกัน อันตราย
แสนเสียดาย พ่อไปลับ ไม่กลับมา
…………….. เว้นจังหวะ (เพราะกลอนไม่สัมผัส) …………….
ลูกยังอ่อน เยาวัย เรียนไม่จบ
ต้องมาพบ ความมืดมน จนใจหนอ
แม่วิตก อกระกำ น้ำตาคลอ
กำพร้าพ่อ น่าสมเพช เวทนา
จากวันนี้ ต่อไป ไม่เห็นแล้ว
ไร้วี่แวว คงชะแง้ แลคอยหา
เช้าเคยไป ทำงานเห็น เย็นกลับมา
โอ้พ่อจ๋า ลูกเมียรัก จักคอยใคร
แสงเทียนดับ ลับลา แล้วครานี้
ชาติหน้ามี ขอเป็น เช่นใจหมาย
เกิดเป็นคู่ ครองสุข ทุกชาติไป
ขอกุศล ดลให้ พ่อไปดี

บุญร่วม ผาจ้ำ ผู้แต่ง



อาลัย พ่อถนอม มุ่งธรรม(อุบัติเหตุ)
        7 เมษายน 2546

ยิ่งกว่าฟ้า ฟาดเปรี้ยง เป็นเสี่ยงชิ้น
เมื่อได้ยิน ข่าวร้าย ใจผวา
พ่อจากลูก จากแม่ไป ไม่กลับมา
แสนโศกา แสนรันทด สลดใจ
พ่อเจ็บไข้ ได้รักษา หยูกยาบ้าง
ยังมีทาง กลับตื่น ฟื้นคืนได้
จะหนักหนา สาหัสมาก ยากเพียงใด
ขอเพียงได้ เยียวยาบ้าง ทางอาจมี
นี่กระไร ไม่มี แม้เสียงสั่ง
อกแทบพัง เมื่อเห็นร่าง วางตรงหน้า
พ่อสิ้นลม หายใจ ไปไม่ลา
โอ้พ่อจ๋า ลูกเมียรัก สุดหักใจ
จากวันนี้ ไม่มี พ่อเคียงข้าง
สุดอ้างว้าง เหว่ว้า น้ำตาไหล
คงมีเพียง ภาพถ่ายพ่อ พอเตือนใจ
ให้ลูกได้ ดูต่างหน้า คราจากกัน
แสงเทียนดับ ลับลา แล้วครานี้
ชาติหน้ามี เกิดใหม่ ดั่งใจฝัน
ขอเป็นลูก ทุกชาติไป ไม่แคล้วกัน
สายสัมพันธ์ พ่อแม่ลูก ทุกชาติเทอญ

บุญร่วม ผาจ้ำ แต่ง


อาลัย...นายบัวแก้ว พรประภา (อุบัติเหตุ)
                    อายุ 20 ปี

เหมือนฟ้าฟาดลงกลางใจให้เจ็บปวด สุดร้าวรวดเจ็บแทบดิ้นคราสิ้นศูนย์
ทราบข่าวร้ายลูกจากไปให้อาดูร พ่อว้าวุ่นแม่เหว่ว้าน้ำตานอง
อายุเจ้ายังเยาวัยมาไกลแม่ อนาถแท้เจ้าด่วนลาพาเศร้าหมอง
ทิ้งพ่อแม่ให้โศกาน้ำตานอง ทำไมต้องเป็นเจ้าเศร้าอุรา
พ่อแม่เลี้ยงเจ้ามาพาเติบใหญ่ หวังจักได้ชื่นชมเสน่หา
หวังฝากผีฝากไข้วัยชรา อนิจจาลูกจากแม่จะแลใคร
ลูกเจ็บไข้ได้รักษาไม่ว่าหรอก สุดช้ำชอกลูกเจ็บจนทนไม่ไหว
ไม่บอกลาอาวรณ์ก่อนสิ้นใจ แม่ร้องไห้พ่อสะอื้นกลืนน้ำตา
ตอนเจ้าอยู่สู้การงานเบาหนัก เพราะเจ้ารักจึงคอยช่วยด้วยห่วงหา
ให้พ่อแม่และน้องชายได้พึ่งพา บัดนี้มาจากไปไม่กลับคืน
วิญญาณเจ้าอยู่แห่งไหนรู้ไว้ว่า แม่ห่วงหาพ่อหมองหม่นทนเศร้าฝืน
เหมือนไฟสุมทรวงในให้กล้ำกลืน ทุกวันคืนคิดถึงอยู่ไม่รู้คลาย โอ้ลูกจ๋าพักผ่อนนอนเถิดเจ้า ชาติหน้าเราเกิดใหม่ดังใจหมาย
มาเป็นลูกแม่พ่อก่อเกิดกาย เกิดชาติใดไร้ทุกข์สุขนิรันดร์

บุญร่วม ผาจ้ำ ผู้แต่ง


อาลัย……แม่ไกร คู่กระสังข์(ชรา)
               อายุ 60 ปี
          30 พฤศจิกายน 2545

โอ้พระคุณ บุญปลูก ของลูกเอ๋ย            มาละเลย ลาลับ ไม่กลับหวน
เหลือไว้เพียง รอยอาลัย ให้คร่ำครวญ     เมื่อแม่ด่วน จากไป ไม่กลับมา
ภาพความหลัง เมื่อยังเล็ก เป็นเด็กน้อย     แม่เฝ้าคอย เลี้ยงดูเรา เฝ้าห่วงหา
ตื่นแต่เช้า หาบกระบุง มุ่งสู่นา              จะเมื่อยล้า ไม่บ่น ทนทำไป
แม่เหนื่อยยาก ตรากตรำ ทำทุกอย่าง       เพื่อสรรค์สร้าง ทางชีวี ที่สดใส
อนาคต ของลูกรัก คือหลักชัย               ลูกเติบใหญ่ เพราะแม่นี้ มีเมตตา
คราแม่พราก จากไป ดวงใจแป้ว           สิ้นวี่แวว ใจเหม่อลอย ละห้อยหา
เห็นมีเพียง ภาพถ่าย ไร้วิญญา             ดูต่างหน้า เตือนใจ สายสัมพันธ์
แสงเทียนดับ ลับลา แล้วครานี้              ชาติหน้ามี เกิดใหม่ ดั่งใจฝัน
เป็นลูกแม่ ทุกชาติไป ไม่แคล้วกัน           บุญอนันต์ ส่องสว่าง ทางสุขเทอญ

นายบุญร่วม ผาจ้ำ แต่ง


อาลัย...แม่หนูแตม เดือนกอง(ป่วย)
            13 กุมภาพันธ์ 2546

จิตประหวั่น ขวัญผวา คราแม่จาก        สุดจะหัก ข่มใจ ให้คลายเหงา
โอ้ยามนี้ ใครจะเป็น เช่นตัวเรา           สุดโศกเศร้า เมื่อแม่ลับ ไม่กลับมา
ภาพความหลัง ยังตรึงตรา คราเป็นเด็ก   ครั้งยังเล็ก แม่เลี้ยงเรา เฝ้าห่วงหา
ตื่นแต่เช้า หาบกระบุง มุ่งสู่นา             จะเมื่อยล้า ไม่บ่น ทนทำไป
แม่เหนื่อยยาก ตรากตรำ ทำทุกอย่าง       เพื่อสรรค์สร้าง ทางชีวี ที่สดใส
อนาคต ของลูกรัก คือหลักชัย               ลูกเติบใหญ่ เพราะแม่นี้ มีเมตตา
แม่เปรียบดัง โคมทอง ส่องทางให้        ถึงเส้นชัย ถึงฝังฝัน วันข้างหน้า
พระคุณแม่ ลูกทราบซึ้ง ตรึงอุรา          กราบบูชา เทิดทูน คุณมารดา
เมื่อแม่พราก จากไป ดวงใจแป้ว           ลาลับแล้ว ลูกเหม่อลอย ละห้อยหา
เห็นมีเพียง ภาพถ่าย ไร้วิญญา             ดูต่างหน้า เตือนใจ สายสัมพันธ์
แสงเทียนดับ ลับลา แล้วครานี้              ชาติหน้ามี เกิดใหม่ ดั่งใจฝัน
เป็นลูกแม่ ทุกชาติไป ไม่แคล้วกัน           บุญอนันต์ ส่องสว่าง ทางสุขเทอญ


นายบุญร่วม ผาจ้ำ




อาลัย... พ่ออำคา ในชัยภูมิ(ป่วย)
                อาย ุ65 .ปี

สลดจิตคิดมาพาหมองหม่น       สุดจะทนกลั้นน้ำตาคราสิ้นสูญ
เมื่อคุณพ่อสิ้นใจให้อาดูร          ลูกว้าวุ่นเหว่ว้าน้ำตานอง
ก่อนเคยมีพ่ออยู่คู่เคียงใกล้        คอยห่วงใยทุกข์สุขลูกทั้งผอง
อยากให้ลูกสมหวังดังใจปอง      บัดนี้ต้องสิ้นพ่อผู้ก่อการ
พ่อเมื่อยล้าเพียงใดไม่เคยบ่น      พ่อสู้ทนทำงานด้านจักสาน
นั่งหลังขดหลังงอต่อสู้งาน       จนกระทั่งอวสานสี้นชีวา
พ่อคงทนต่อไปไม่ไหวแล้ว        เสียงพ่อแผ่วสุดท้ายให้ผวา
หลาน(ลูก)กุมมือพ่อไว้แน่นแค้นอุรา   โอ้พ่อจ๋าลูกปวดร้าวเศร้าทรวงใน
พระคุณพ่อใหญ่ยิ่งกว่าสิ่งอื่น          ทุกค่ำคืนติดตรึงใจไม่รู้หาย
จะเทิดทูนพระคุณพ่อผู้ก่อกาย         จำจนตายคุณความดีที่ทำมา
ลูกขอตั้งอธิษฐานบนบานไหว้           เทพไทสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทุกทิศา
จงบันดาลผลบุญหนุนส่งพา            ให้พ่อข้าสิ้นทุกข์สุขนิรันดร์
แสงเทียนดับลับลาแล้วครานี้           ชาติหน้ามีเกิดใหม่ดังใจฝัน
เป็นลูกพ่อทุกชาติไปไม่แคล้วกัน         ขอสวรรค์นำพ่อไปสบายเทอญ

นายบุญร่วม ผาจ้ำ แต่ง

อาลัย แม่สุดใจ ไพรศรี (ป่วย)
           อาย ุ68 ปี

โอ้ร่มไทรใบหนาลาจากแล้ว         สิ้นวี่แววลับไปไม่คืนหัน
เคยโอบอุ้มลูกหลานมานานวัน       หักสะบั้นใบหล่นต้นโค่นลง
แม่คือพระแม่คือพรหมบ่มนิสัย      แม่สอนให้เป็นคนดีที่ประสงค์
แม่นำสร้างฐานะให้มั่นคง           แม่สูงส่งประเสริฐยิ่งกว่าสิ่งใด
เมื่อหกล้มเจ็บไข้ใครหนอช่วย       เจ็บแทบม้วยลูกได้แม่คอยแก้ไข
มีเหตุร้ายอยู่กับแม่แล้วปลอดภัย     แม่ช่วยให้สิ่งเลวร้ายกลายเป็นดี
แม่เลี้ยงลูกทุกคนจนเติบใหญ่        เพื่อหวังให้ลูกรักมีศักดิ์ศรี
อยากให้ลูกทุกคนเป็นคนดี           อยากให้มีที่ดินสินเงินทอง
พ่อจากไปยังได้แม่เคียงข้าง         ความอ้างว้างพอบรรเทาคลายเศร้าหมอง
มาบัดนี้ไม่มีแม่เคียงครอง           ความหม่นหมองกลับเริ่มเพิ่มทวี
ลูกอยู่หลังจะจำคำแม่สอน           อย่าอาวรณ์ไปเถิดเกิดสุขี
ดวงวิญญาณขึ้นสู่ฟ้าสุขาวดี         อันเป็นที่สี้นทุกข์สุขนิรันดร์

(สามีถึงแก่กรรมก่อน)

นายบุญร่วม ผาจ้ำ แต่ง

อาลัย พ่อเคน เดือนกอง (ป่วยประมาณ 5 วัน)
                       อายุ 61 ปี

สุริยันจันทราเมื่อลาลับ               ยังหวนกลับคืนเห็นเป็นวันใหม่
พ่อจากลูกจากแม่จะแลใคร          พ่อจากไปไม่คืนหันดังจันทรา เหมือนแสงเทียนส่องทางหักกลางดับ       เคยวาววับส่องสว่างกลางเคหา ดับสิ้นลงคงมืดมิดเหมือนปิดตา      อนิจจาพ่อจากไปให้อาวรณ์
แม่เจ็บไข้ได้พ่อดูอยู่เคียงข้าง        ไม่เหินห่างพ่อเอาใจพิษไข้ถอน
มาบัดนี้ไม่มีพ่อเคียงนอน             พ่อจากจรที้งแม่ไปไม่หลับมา
“พ่อคงอยู่ต่อไปไม่ไหวแน่”          พ่อบอกแม่คำสุดท้ายให้ผวา
ลูกกอดแม่(พ่อ)สะอื้นร่ำช้ำอุรา      โอ้พ่อจ๋าลูกวิตกเพียงอกพัง
ต่อนี้ไปไม่มีพ่ออีกแล้ว               ไร้วี่แววทุกสิ่งเห็นเป็นความหลัง
จะดูแลคุณแม่เหมือนพ่อยัง          ให้เหมือนครั้งมีพ่ออยู่คู่เคียงกาย
แสงเทียนดับลับลาแล้วครานี้         ชาติหน้ามีขอเป็นเช่นใจหมาย
เกิดเป็นลูกของพ่อทุกชาติไป         ขอกุศลส่งให้พ่อไปดี


นายบุญร่วม ผาจ้ำ แต่ง

ประวัติคุณพ่อครูแสวง ศรีวงษ์ชัย ผู้ถึงแก่กรรม
จากคำบอกเล่าของญาติผู้ใหญ่ โดยสังเขป ดังนี้

          พ่อแสวง ศรีวงษ์ชัย เกิดเมื่อวันที่ 4 มกราคม พ.ศ.2469 ที่บ้านห้วยบงเหนือ ต.โพนทอง อ.เมือง จ.ชัยภูมิ เป็นบุตรของพ่อโพธิ์ แม่สีทา ศรีวงษ์ชัย มีพี่น้องด้วยกัน 11 คน ดังนี้
1. พ่อสุดตา ศรีวงษ์ชัย 2. พ่อบัวมา ศรีวงษ์ชัย
3. พ่ออำคา ศรีวงษ์ชัย 4. พ่อสีลา ศรีวงษ์ชัย
5. สิบโทบุญมา ศรีวงษ์ชัย 6. แม่บุญเรียน ศรีวงษ์ชัย
7. พ่อแสวง ศรีวงษ์ชัย ผู้ถึงแก่กรรม 8. พ่อกองแสง ศรีวงษ์ชัย
9. แม่สมบัติ ศรีวงษ์ชัย 10. แม่ทองเปี้ยง พรประภา
ซึ่งทุกคนที่กล่าวมาถึงแก่กรรมหมดแล้ว ยกเว้นคนที่ 11. คือแม่จูมลี สะอาดโฉม
           พ่อแสวง ศรีวงษ์ชัย จบการศึกษาชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 จากโรงเรียนบ้านห้วยบงเหนือ อ.เมือง
จ.ชัยภูมิ ชั้น ม. 6 จากโรงเรียนเกษตรกรรม อ.เมือง จ.ชัยภูมิ และจบครูมูล และครูประถม จากการศึกษาด้วยตนเอง จากนั้นได้รับการบรรจุราชการครู เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ.2484 ในตำแหน่งครูจัตวา ที่โรงเรียนหนองแสงวิทยา ต.ช่องสามหมอ อ.แก้งคร้อ จ.ชัยภูมิ
- ปี พ.ศ.2486 ย้ายไปดำรงตำแหน่งครูใหญ่ ร.ร.วัดชุมแพ ต.นาหนองทุ่ม อ.แก้งคร้อ จ.ชัยภูมิ
(ปัจจุบันคือ ร.ร.บ้านนาแก)
- ปี พ.ศ.2487 ย้ายมาดำรงตำแหน่งครูใหญ่ ร.ร.บ้านนาหนองทุ่ม อ.แก้งคร้อ จ.ชัยภูมิ
- ปี พ.ศ.2490 ย้ายไปดำรงตำแหน่งครูใหญ่ ร.ร.บ้านหนองรวก อ.แก้งคร้อ จ.ชัยภูมิ
- ปี พ.ศ.2516 ย้ายกลับมาดำรงตำแหน่ง ผช.อจญ.บ้านนาหนองทุ่ม อ.แก้งคร้อ จ.ชัยภูมิ
จนกระทั่งเกษียณอายุราชการเมื่อปี พ.ศ.2530
        ในขณะรับราชการอยู่นั้น พ่อแสวง ศรีวงษ์ชัย เป็นที่เคารพนับถือของบรรดาลูกศิษย์ และผู้ใต้บังคับบัญชา เป็นที่ไว้วางใจของผู้บังคับบัญชาทุกระดับ ปฏิบัติหน้าที่ราชการด้วยความซื่อสัตย์ วิริยะ อุตสาหะ มีความรับผิดชอบต่อหน้าที่สูงยิ่ง ทำให้เกิดผลดีแก่ทางราชการ จึงได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้น ต.ม. และเหรียญจักรพรรดิมาลา อันเป็นเกียรติประวัติแก่ตนเองและวงศ์ตระกูลอย่างสูงยิ่ง
ด้านชีวิตครอบครัว พ่อแสวง ศรีวงษ์ชัย สมรสกับแม่ทองสา ศรีวงษ์ชัย สกุลเดิมแกมชัยภูมิ มีบุตรธิดาร่วมกัน 7 คน ดังนี้
1. นางอนงค์ คงนาวัง 2. นายยืนยงค์ ศรีวงษ์ชัย (ผอ.ร.ร.บ้านนกเขาทอง)
3. นางประยงค์ ญาติปลื้ม 4. นายณรงค์ ศรีงวษ์ชัย ถึงแก่กรรมแล้ว
5. นางตุ้มทอง จันระภู 6. นายบรรจง ศรีวงษ์ชัย ถึงแก่กรรมแล้ว และ
7. นางชนกานต์ ศรีวงษ์ชัย (อ.2 ระดับ 7 ร.ร.บ้านท่ามะไฟหวาน)
         พ่อแสวง ศรีวงษ์ชัย เป็นผู้มีอุปนิสัยสนุกสนาน ร่าเริง เป็นมิตรกับคนทุกคน ขยันขันแข็งในการทำงาน ให้ความรัก ความอบอุ่นแก่ครอบครัว อบรมเลี้ยงดูลูก ๆ ให้เป็นคนดี ส่งเสริม สนับสนุนให้ได้รับการศึกษาตามความสามารถของแต่ละคน ลูกๆ เติบใหญ่เป็นคนดีของสังคม มีฐานะครอบครัวมั่นคงกันทุกคน นำมาซึ่งความปลื้มปีติแก่คุณพ่อและคุณแม่ยิ่งนัก นอกจากภาระทางครอบครัวที่ต้องรับผิดชอบแล้ว คุณพ่อยังเป็นผู้นำพา เพื่อนบ้าน ลูกหลาน พัฒนาวัด หมู่บ้าน โรงเรียน และบำเพ็ญสาธารณะประโยชน์อื่น ๆ อีกมากมาย อนึ่ง พ่อแสวง ศรีวงษ์ชัย เป็นผู้มีความชื่นชอบในการกีฬาเป็นพิเศษ โดยเฉพาะกีฬามวยไทย นอกเหนือจากท่านจะสอนลูกศิษย์ให้มีความรู้ด้านวิชาการในสถานศึกษาแล้ว คุณพ่อยังทำหน้าที่เป็นครูมวยไทย สอนศิลปะแม่ไม้มวยไทยให้กับเยาวชน ลูกหลานทั้งในหมู่บ้าน และบ้านใกล้เรือนเคียง โดยจัดตั้งค่ายมวยขึ้น ในนาม แสวงเกียรติ มีนักมวยชื่อดังในสังกัดหลายคน เป็นที่รู้จักกันทั่วไปในสมัยนั้น
ในช่วงบั้นปลายของชีวิต หลังจากเกษียณอายุราชการ คุณพ่อจะพักผ่อนอยู่กับบ้าน ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขกับลูกหลาน เข้าวัดทำบุญ ขับรถไปเยี่ยมญาติมิตร พบปะ พูดคุยกับเพื่อนฝูง เป็นบางโอกาส กระทั่งเมื่อประมาณต้นปี พ.ศ.2547 คุณพ่อเริ่มไม่สบาย มีอาการไข้ในตอนหัวค่ำเป็นประจำ แรก ๆ คิดว่าเป็นอาการไข้ธรรมดา แต่ลูก ๆ สังเกตว่าคงจะไม่ใช่ไข้ธรรมดา จึงชวนคุณพ่อไปตรวจอาการกับหมอ แต่ท่านบอกว่าไม่เป็นอะไรมากเดี๋ยวมันก็หาย ต่อมาอีกประมาณ 1 เดือน ดูเหมือนว่าการป่วยจะยิ่งกำเริบหนักขึ้น คุณพ่อจึงยอมให้ลูกๆ พาไปตรวจรักษาที่โรงพยาบาลราชพฤกษ์ จ.ขอนแก่น
ทราบจากหมอว่าคุณพ่อป่วยด้วยโรคมะเร็งปอดระยะสุดท้าย จะผ่าตัดก็คงไม่หาย ลูก ๆ ต่างทำใจ ทุกคนเก็บสาเหตุอาการป่วยไว้เป็นความลับ พยายามหาทางที่จะทำให้คุณพ่ออยู่กับลูก ๆ ให้นานที่สุด ทราบข่าวว่าโรงพยาบาลไหนที่เคยรักษาแล้วอาการดีขึ้น ก็นำคุณพ่อไปรักษาที่นั่น เช่นโรงพยาบาลวังหลวง จ.ลพบุรี โรงพยาบาลศรีนครินทร์ จ.ขอนแก่น หรือแม้กระทั่งคลินิกหมอชื่อดังที่ อ.สว่างแดนดิน จ.สกลนคร แต่ทุกแห่งยืนยันว่าอาการป่วยของคุณพ่อหนักมากเกินจะเยี่ยวยาได้
         ครั้งสุดท้าย เมื่อต้นเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ลูกหลานได้นำคุณพ่อเข้าพักรักษาตัวที่โรงพยาบาลอำเภอแก้งคร้อ เพื่อที่จะให้ท่านได้พักผ่อนมาก ๆ อยู่ที่นั่นประมาณ 1 สัปดาห์ อาการของคุณพ่อทรุดหนัก คุณพ่อบ่นอยากกลับบ้าน ลูกหลาน จึงได้นำคุณพ่อกลับมาพักที่บ้านและเฝ้าดูแลอาการอย่างใกล้ชิด
ก่อนจากไป…คุณพ่อยังได้พูดคุยกับลูกหลาน…ญาติมิตร ที่มาเยี่ยม ด้วยความรู้สึกที่ดี มีสติ สัมปชัญญะ ตลอดเวลา แต่โรคร้ายที่คุณพ่อเผชิญหนักเกินกว่าที่ท่านจะทนต่อไปไหว และแล้ว…เมื่อเวลา 11.15 น. ของวันที่ 12 มิถุนายน พ.ศ.2547 คุณพ่อแสวง ศรีวงษ์ชัย ก็ถึงแก่กรรมด้วยอาการสงบ รวมอายุได้ 78 ปี

กลอนไว้อาลัย(ชรา)
    พ่อแสวง ศรีวงษ์ชัย

โอ้ร่มไทร ใบหนา ถึงคราจาก
เคยปกปัก เคยพึ่งพา เคยอาศัย
หักโค่นลง หมดหวัง พังทลาย
ทิ้งกิ่งใบ ไร้ร่มเงา เฉาโรยรา
พ่อเปรียบดัง แสงสว่าง ส่องทางให้
ถึงหลักชัย ถึงฝั่งฝัน วันข้างหน้า
พระคุณพ่อ ยิ่งใหญ่ ในโลกา
ยากจะหา สิ่งใดปาน นั้นไม่มี
เสียงพ่อสั่ง ก่อนจะจาก ฝากถึงลูก
ให้เป็นสุข ให้รักกัน ฉันท์น้องพี่
จงดูแล แม่ด้วย ช่วยพ่อที
ต่อแต่นี้ คงเหว่ว้า คราพ่อไกล
สิ้นเสียงสั่ง ดังถูกฟ้า ผ่าฟาดเปรี้ยง
พอสิ้นเสียง พ่อสั่งลา น้ำตาไหล
น้อมรับคำ พ่อฝากฝัง อย่างตั้งใจ
ลูกจะไม่ ทอดทิ้งแม่ ดูแลแทน
พ่อสู้งาน มานานนัก พักผ่อนเถิด
จงไปเกิด บนสวรรค์ อันสุขแสน
สถิตสรวง สวรรค์ ชั้นเมืองแมน
อันเป็นแดน สิ้นทุกข์ สุขนิรันดร์


บุญร่วม ผาจ้ำ แต่ง

 

 

 

 




ประวัตินางจุรัยรัตน์ ผดุงจิตร ผู้ถึงแก่กรรม
จากคำบอกเล่าของญาติ โดยสังเขปดังนี้

           นางจุรัยรัตน์ ผดุงจิตร เกิดเมื่อวันที่ 26 มกราคม พ.ศ.2523 ที่บ้านโนนบุรี ต.โนนบุรี อ.สหัสขันธ์ จ.กาฬสินธุ์ เป็นบุตรคนที่ 3 ของพ่อสอน แม่ลำใย พยัคทอง มีพี่น้องด้วยกัน 2 คน คือ
1. นายสมัย พยัคทอง
2. นายเด่นชัย พยัคทอง และ
3. นางจุรัยรัตน์ ผดุงจิตร ผู้ถึงแก่กรรม
      นางจุรัยรัตน์ ผดุงจิตร จบการศึกษาชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 จากโรงเรียนบ้านโนนบุรี อำเภอสหัสขันธ์ จ.กาฬสินธุ์ จากนั้นได้ช่วยบิดามารดาอยู่ระยะหนึ่ง จึงเข้ากรุงเทพฯ ทำงานในโรงงานและได้พบรักกับนายสมาน ผดุงจิตร จึงได้แต่งงานกันตามประเพณี ต่อมาไม่นานนักจึงชวนกันมาอยู่กับปู่ย่าที่บ้านนาหนองทุ่ม และได้สมัครเข้าทำงานในโรงงานแถวๆ บ้าน ทั้งสองคน มีรายได้พอใช้จ่ายไปวัน ๆ
นางจุรัยรัตน์ ผดุงจิตร เป็นผู้ที่มีความขยันขันแข็ง ทำมาหาเลี้ยงครอบครัวเคียงบ่าเคียงไหล่กับผู้เป็นสามี รับผิดชอบต่อครอบครัว รักครอบครัว มีสัมมาคารวะต่อปู่ย่าตายาย และญาติผู้ใหญ่ เป็นที่รัก เป็นที่เอ็นดู ของบรรดาญาติๆ จุรัยรัตน์ บอกกับสมานผู้เป็นสามีว่า เธอตั้งครรภ์ เขาทั้งสองรู้สึกตื้นเต้นดีใจมาก ที่จะมีลูกเหมือนกันกับหลายๆ ครอบครัว… ไม่เพียงแต่เขาทั้งสองเท่านั้นที่ดีใจ ..ย่าและญาติๆ ต่างตื่นเต้นเช่นเดียวกันกับพวกเขาที่จะมีหลานน้อยไว้เชยชมเขาทั้งสองต่างมุ่งทำงานหนักเพื่อจะเก็บเงินไว้เลี้ยงดูสมาชิกใหม่ด้วยความขยันขันแข็ง และประคับประคองบุตรในครรภ์ ให้อาหารเสริมเพื่อลูกในครรภ์ ไปพบหมอตามที่นัดทุกครั้งถึงเดือนที่ครบกำหนดคลอด เขายิ่งตื่นเต้น ดีใจเป็นที่สุด         …และวันที่ 4 มกราคม พ.ศ.2548 เป็นวันที่หมอนัดไปตรวจครรภ์ … หมอที่โรงพยาบาล............ ตรวจพบว่า จุรัยรัตน์ มีความดันโลหิตสูงมาก กลัวจะเป็นอันตราย จึงส่งเธอไปรับการตรวจรักษาอาการต่อ..ที่โรงพยาบาล.........หมอที่นั่นตรวจพบว่าอาการป่วยอันตรายมาก จึงตัดสินใจให้เธอคลอด  ทารกที่เกิดใหม่มีน้ำหนักน้อยมาก หมอจึงได้ให้การดูแลรักษาอย่างใกล้ชิด ส่วนแม่…หลังจากให้กำเนิดบุตรแล้วไม่นาน..เธอมีอาการปวดท้อง..หายใจขัด จึงถูกส่งตัวเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาล.......หมอที่นั่นต่างพยายามเยี่ยวยารักษาอย่างรีบเร่ง และพบว่าเส้นโลหิตฝอยในตับ…แตก..ทำให้เลือดบางส่วนตกค้างในไต เป็นสาเหตุให้ไตไม่ทำงาน ต้องผ่าตัดเพื่อรักษาโดยด่วน หลังจากนั้นแทนที่อาการป่วยจะบรรเทา กลับทรุดหนักลงอย่างรวดเร็ว สุดความสมารถที่หมอจะช่วยไว้ได้
           และแล้ว… เมื่อเวลาประมาณ 09.00. น. ของวันที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2548 นางจุรัยรัตน์ ผดุงจิตร ก็ถึงแก่กรรมด้วยอาการสงบที่โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา ด้วยโรคไตวายเฉียบพลัน รวมอายุได้ 25 ปี

กลอนไว้อาลัย นางจุรัยรัตน์ ผดุงจิตร ผู้ถึงแก่กรรม
อายุ 25 ปี (ไตวาย หลังคลอดลูก
)

ใครลงโทษ โกรธฉัน อันใดเล่า              จึงให้เรา ทั้งสอง ต้องหมองไหม้
เจ้าด่วนลา สามี มิเยื่อใย                   ทิ้งลูกไป แต่ยังเยาว์ เศร้าจาบัล
ให้กำเนิด เกิดลูกมา พาใจปลื้ม           รักดูดดื่ม เฝ้ารอชม สมใจฝัน
เห็นหน้าลูก สุขคู่เคียง เพียงข้ามวัน      ที่วาดฝัน พลันมลาย ไม่สมปอง
เมื่อโรคแทรก สุดรักษา เยียวยาได้       เจ้าสิ้นใจ ทิ้งลูกผัว มัวหม่อนหมอง
สุดเจ็บช้ำ ปวดอุรา น้ำตานอง              ทำไมต้อง เป็นเช่นนี้ พี่ปวดใจ
พี่ขอให้ สัญญา ต่อหน้าเจ้า                  ลูกของเรา จะเลี้ยงดู อยู่เคียงใกล้
วิญญาณเจ้า หลับเถิดหนา อย่าห่วงใย    ลูกเติบใหญ่ บวชแทนคุณ หนุนนำพา
กุศลสร้าง แต่ปางหลัง ช่างมีน้อย           จึงต้องพลอย พลัดพราก จากหนีหน้า
เกิดชาติใหม่ ให้ได้พบ ประสบพา         กับแก้วตา ของพี่ นิรันดร….

บุญร่วม ผาจ้ำ
17 ม.ค.48


กลับขึ้นด้านบน

 


ถ้าท่านต้องการนำกลอนไปใช้ ให้ทำแถบครอบข้อความสั่ง คัดลอก แล้วนำไปวางใน Microsoft Word ที่เครื่องของท่าน แล้วอย่าลืมบอกเราในสมุดเยี่ยมของหน้านี้ด้วยนะครับ ขอบคุณครับ

 
                                                
ครูร่วม (หนุ่มนาหน้าใหญ่)