ปู่ด้วง
ปู่ด้วง เดิมเป็นชาวอำเภอขุนขัน จังหวัดศีรษะเกษ (ไม่ทราบว่าอยู่บ้านอะไร) เมื่อเเต่งงานเเล้ว มีบุตร 2 คน ต่อมาก็อพยพจากบ้านเดิมมาตั้งหลักฐานอยู่ที่บ้านตาดโตน ตำบลนาฝาย อำเภอเมือง จังหวัดชัยภูมิ มีถานะมั่นคง สมัยเจ้าพ่อพระยาแลเป็นเจ้าเมืองชัยภูมิ ได้ปู่ด้วงนี้เป็นครูประสิทธิ์ประสาทเวทย์มนต์คาถาวิชาอาคมให้ จนเจ้าพ่อพระยาแลสามารถเรียนสำเร็จวิชาอาคมอยู่คงกระพันชาตรีถึงขนาดฟันไม่เข้า ยิงไม่ออกต่อมา เจ้าอนุวงศ์ ผู้ปกครองประเทศลาว คิดจะยกทัพไปตีกรุงรัตนโกสินทร์ (กรุงเทพฯในสมัยราชการที่ 2 ) และได้ยกทัพผ่านมาทางจังหวัดชัยภูมิ ชักชวนเจ้าพ่อพระยาแลให้ร่วมยกทัพไปตีกรุงรัตนโกสินทร์ด้วยกัน (เจ้าพ่อพระยาแลท่านก็มาจากประเทศลาวเหมือนกัน )แต่เจ้าพ่อพระยาแลท่านปฏิเสธไม่ยอมไปด้วย และยังได้สั่งคนไปแจ้งข่าวให้ย่าโมทราบว่าเจ้าอนุวงศ์ จะยกทัพผ่านมาทางโคราชด้วย เมื่อเจ้าอนุวงศ์ยกทัพมาถึงเมืองโคราช ย่าโมก็ใช้กุศโยบายทำทียินยอมโอนอ่อนผ่อนตาม ต้อนรับขับสู้อย่างดี โดยนำสุรามามองเมาบรรดาทหาร ในกรองทัพเจ้าอนุวงศ์ทหาร ในกองทัพของเจ้าอนุวงศ์ทหารหาญทั้งหลายไม่คิดระแวงระวังว่าจะถูกหลอก ก็พากันดื่มกินสนุกสนานอย่างเต็มที่จนหลับไหลไม่ได้สติ ทหารหาญของย่าโมซึ่งได้เตรียมพร้อมอยู่แล้วก็ได้ใช้อาวุธเข้าประหัตประหารทำให้ทหารลาวล้มตายเป็นจำนวนมาก เกือบทั้งหมดเหลือรอดชีวิตเพียงเจ้าอนุวงศ์และทหารไม่กี่คนที่หนีเอาตัวรอดได้ด้วยความผูกใจเจ็บแค้นเจ้าพ่อพระยาแล เจ้าอนุวงศ์จึงได้ย้อนกลับมาเมืองชัยภูมิอีกครั้ง จับเจ้าพ่อพระยาแลไปฆ่า แต่ฟันอย่างไร้ก็ไร้ผล เพราะท่านเจ้าพ่อพระยาแล ท่านเป็นศิษย์เอกปู่ด้วงรักและประสิทธิ์ประสาทเวทมนต์ คาถาอาคมให้ จนอยู่ยงคงกระพันยิงไม่เข้า ฟันไม่เข้า ก็ใช้เหล็กแหลมเสียบทวารหนัก ผลที่สุดเจ้าพ่อพระยาแลก็เสียชีวิตอยู่ที่หนองปลาเฒ่า ซึ่งตั้งศาลอยู่จนทุกวันนี้เมื่อปู่ด้วงและภรรยา ทราบข่าวก็กลัวว่าภัยนี้จะตกมาถึงตัวจึงรีบหลบหนีออกจากบ้านตาดโตนเข้าป่าดงลึก พอแน่ใจว่าปลอดภัยแล้วจึงได้ปลูกบ้านพักอาศัยที่กลางดงป่าหินโงมตรงที่เป็นตำบลเก่าย่าดีทุกวันนี้ ปัจจุบันก็มีวัดปู่ด้วง-ยาดีปรากฏแก่สายตาลูกหลาน พอมาใช้ชีวิตแบบชาวป่า ปู่ด้วงท่านก็ได้ถือศีลกินเจไม่กินอาหารที่ปรุงด้วยเลือดเนื้อ ท่านเป็นผู้ที่มีภูมิจิต ภูมิธรรม มีเมตตาบารมีสูง ท่านสามารถเอาชนะใจคนทั้งหลาย แม้แต่สัตว์ที่ดุร้าย เช่น ช้าง , เสือ ท่านยังสามารถโน้มน้าวจิตวิญญาณให้มาเป็นบริวารห้อมล้อมท่านได้ในยามอับจนถึงจะต้องหนีเข้าป่า แต่ก็เป็นการถอยแบบมีศักดิ์ศรี ม่านเป็นผู้มีประวัติอันดีงาม มีจิตเป็นกุศล ศรัทธาสัมมาทิฏฐิแน่วแน่ มั่งคงต่อทางกุศล เป็นบุคคลสำคัญที่ควรแก่การสรรเสริญ และควรที่อนุชนรุ่นหลังจะให้ความสำคัญและศึกษาเอาเยี่งอย่าง เป็นปูชณียบุคคลที่ควรแก่การเคารพกราบไหว้บูชา
ย่าดี
ย่าดี
เกิดที่บ้านโสกคลอง อำเภอเกษตรสมบูรณ์ จังหวัดชัยภูมิ แต่งงานแล้วมีลูก 1 คน ได้ย้ายจากบ้านเดิมมาอยู่ที่บ้านตาดโตน
ย่าดีเกิดคนละสมัยกับปู่ด้วง หลังจากปู่ด้วงได้เสียชีวิตแล้วประมาณ 20 ปี จึงมีเรื่องย่าดีปรากฏขึ้น
โดยมีผู้เล่าประวัติว่า เมื่อย่าดีกับสามีและลูกตั้งรกรากอยู่บ้านตาดโตน ก็อยู่ร่วมสุขร่วมทุกข์เรื่อยมาจนแก่เฒ่า
ตอนหลังสุด ย่าดีเกิดล้มป่วยเป็นไข้ ล้มหมอนนอนเสื่อลุกไปไหนมาไหนไม่ได้เป็นเวลาแรมปี
ยาอะไรก็ช่วยไม่ได้หมอก็หมดปัญญา นอนรอดวันตาย คืนหนึ่งย่าดีฝันไปว่าปู่ด้วงถามว่า
อยากหายหรืออยากตาย ย่าดีตอบว่าอยากหาย ยังไม่อยากตาย เพราะยังไม่ได้สร้างบุญกุศลพอเพียง
อยากอยู่ทำบุญทำกุศลเสียก่อน จะตายจริงก็ไม่ว่า ปู่ด้วงเลยบอกว่า ถ้าอยากหายให้เข้าไปจำศีลภาวนาที่บ้านกลางป่าซึ่งเป็นบ้านที่ปู่ด้วงเคยอยู่จำศีบภาวนามาก่อนแล้วจะหายป่วย
ย่าดีดีใจมากเล่าให้ญาติพี่น้องฟัง พร้อมกับบอกให้เขาพาไปที่ที่ปู่ด้วงบอก เพราะความอยากหายญาติพี่น้องจึงหามแปลไป
พลไปถึงชายป่าย่าดีก็ทีเรี่ยวแรงลุกขึ้นมาเองอย่างน่าอัศจรรย์ ผลที่สุดไปถึงบ้านเก่าปู่ด้วงเคยอยู่จำศีลภาวนา
อยู่อย่างสบายจนสิ้นอายุขัยนับเป็นประวัติที่น่าสนใจและน่าศึกษา
แสดงถึงผลงานแห่งการที่มีจิตเป็นกุศลศรัทธาสัมมาทิฏฐิแน่วแน่มั่งคง แม้ล้มป่วยอยู่
หามไปบนแคร่ เดินไม่ได้แรมปี ก็กลับสามารถลุกเดินได้ บำเพ็ญเพียรภาวานาจนกลายเป็นผู้ทีภูมิจิตภูมิธรรมสู.
สามารถโน้มน้าวจิตวิญญาณสัตว์ดุร้ายให้มาเป็นบริวาร ดำรงชีพอยู่ในดงสัตว์ดุร้าย
เช่น ช้าง , เสือ ได้โดยไม่เป็นอันตราย จึงนับเป็นอานิสงส์ของการถือศีลกินเจ ท่านจึงเป็นปูขณียบุคคลอีกผู้หนึ่งที่เราทั้งหลายควรกราบไหว้บูชา
ข้อมูลจาก http://www.phakoeng.com